• Welcome to New Altis Club Thailand. Please login or sign up.

สินเชื่อรถยนต์ รถแลกเงิน รถผ่อนอยู้ก็กู้ได้ ไม่เช็คแบล็คลิส ติดแบล็คลิสก็จัดได้

เริ่มโดย d-credit, กันยายน 12, 2013, 11:28:25 am

d-credit

ความเจ็บปวดจากรถคันแรก

นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ที่โดดเด่นนอกเหนือไปจากจำนำข้าว ก็มี คืนภาษีรถคันแรก
อีกอันที่พูดกันติดปาก ถึงวันนี้ประจักษ์แล้วว่า ทั้ง 2 นโยบาย มีข้อดีแค่กระตุ้นการหาเสียง
ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลสมใจ แต่ผลกระทบด้านลบที่ตามมามากมายมหาศาล
ขออนุญาตข้ามจำนำข้าวไปก่อนนะครับ เอาเรื่องคืนภาษีรถคันแรกอย่างเดียวก่อน
     
     เป้าหมายเดิมนโยบายนี้ผมจำได้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่าจะช่วยกระตุ้นการ
ขายรถยนต์ได้ถึง 5 แสนคัน แต่เอาเข้าจริง ปาเข้าไปเป็นล้านคัน ก็ธรรมชาติคนไทย
อยากมีรถ มองรถยนต์เป็นแอสเซต พอมีช่องทาง จังหวะ โอกาส ก็ขอครอบครอง
ไว้ก่อนลืมผลกระทบทุกอย่างที่จะตามมา ระหว่างทางของโครงการรถคันแรกมีเรื่องราววุ่นวายมากมาย

     แต่ที่ยุ่งเหยิงมากที่สุดก็คือโครงการนี้มีระยะเวลาสิ้นสุดคือต้องจับจองซื้อหาก่อนสิ้นปี 2555
แต่ไม่กำหนดระยะเวลารับรถ จุดนี้เองที่ทำให้ตัวเลขผู้ขอใช้สิทธิ์ในโครงการ ทะลุเกินล้านคน
ที่สำคัญผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังส่งมอบกันไม่ครบสักที วันก่อน กรมสรรพสามิตรายงานข้อมูล
โครงการรถยนต์คันแรก ณ วันที่ 27 เมษายน 2557 บอกว่าตั้งแต่ดำเนินโครงการ
มีผู้ขอใช้สิทธิ์จำนวน 1,259,101 ราย คิดเป็นเงิน 92,811 ล้านบาท มีผู้ยกเลิกการใช้สิทธิ์ 10,235 ราย
และไม่ได้รับสิทธิ์ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข 4,336 ราย

d-credit

   มีผู้อยู่ในสถานะรับสิทธิ์ 1,244,530 ราย คิดเป็นเงิน 91,799 ล้านบาทมีผู้เข้าร่วมโครงการซื้อรถยนต์เป็นเงินสด
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.32 และสินเชื่อร้อยละ 84.64งบประมาณที่ได้รับในปี 2556 มีจำนวน 7,280 ล้านบาท
เงินคงคลัง 25,000 ล้านบาท ในปี 2557 กรมสรรพสามิตได้จัดสรรงบประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2558
กรมสรรพสามิตได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ 25,000 ล้านบาทมีผู้ได้รับเงินแล้วจำนวน 938,718 ราย
คิดเป็นเงิน 67,434 ล้านบาทจำนวนผู้ที่ได้รับรถแล้ว 1,128,118 ราย ยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับรถยนต์ 116,412 ราย
หรือคิดเป็นร้อยละ 9.35 มีลีสซิ่งขอปลดล็อกและแจ้งอายัดรถยนต์ 1,449 ราย เป็นจำนวนเงิน 85,862,817 บาท
โดยกรมสรรพสามิตได้จ่ายเงินคืนแล้ว 849 ราย เป็นจำนวนเงิน 47,616,987 บาทและยังไม่ได้จ่ายเงินคืน 600 ราย
เป็นจำนวนเงิน 38,245,830 บาท

ปัจจุบันมีผู้ขอใช้สิทธิ์ตามโครงการรถยนต์คันแรก ที่กรมสรรพสามิตจะต้องติดตามเรียกเงินคืนมีจำนวนทั้งสิ้น 314 ราย
เห็นข้อมูลแล้ว เหนื่อยใจแทนรัฐบาล โดยเฉพาะเม็ดเงินงบประมาณเยอะอย่างบอกไม่ถูก อีกอย่างคือ จำนวนผู้ที่ยัง
ไม่ได้รับรถเรื่องงบประมาณปลายเดือนที่แล้วก็เพิ่งมีข่าว รัฐถังแตก จะจ่ายเงินคืนภาษีได้แค่เดือนมิถุนายนเท่านั้น
คนที่ยังไม่ได้เงินคืน ให้รอไปก่อน

d-credit

วันก่อนเจอผู้บริหารระดับสูงค่ายรถยนต์ระบายให้ฟังถึงนโยบายรถคันแรก ว่าสร้างความเจ็บปวด
และรอยร้าวให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์เยอะแยะ กระทบกันเป็นลูกโซ่ และที่ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนมา
ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะไอ้รถคันแรกนี่แหละ

จริงๆ การกระตุ้นตลาด มันต้องทำตอนที่ตลาดไม่ดี กราฟธุรกิจปักหัวลง นโยบายรถคันแรก
มันผิดที่ ผิดเวลา

ช่วงเริ่มโครงการ อุตสาหกรรมกำลัง Pick Up ตลาดรวมต่อปีก็ประมาณล้านคัน ซึ่งถ้าปล่อยให้มันเป็นไป
ตลาดก็เติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดรถยนต์ปี 2555 ที่มีโครงการรถคันแรกแทรกอยู่ ทะลุไปถึง 1.4 ล้านคัน

ยอดขายที่พรวดพราดเพิ่มขึ้น ค่ายรถก็ตะลีตะลานเพิ่มกำลังผลิตกันอุตลุด ลืมนึกถึงอนาคตทั้ง ๆ
ที่รู้ว่าตลาดมันถูกบิดเบือน พอสิ้นสุดแคมเปญ ตลาดทรุดตัวฮวบฮาบ เพราะกำลังซื้อถูกดึงไปใช้ล่วงหน้า
เอาละซิทีนี้ สต๊อกเหลือกันบานเบอะ คนที่ซวยก็หนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน
ดีลเลอร์ขายรถ ไฟแนนซ์ พันกันไปทั้งระบบ

ปีที่แล้ว เราได้เห็นการเทกระจาดขายรถ แบบไม่คำนึงถึงต้นทุนมาแล้ว ปีนี้ก็คงได้เห็นกันอีก
เพราะผลกระทบที่ยังไม่ทุเลา ไม่เว้นแม้กระทั่งคนซื้อรถ ช่วงแรกอาจจะแฮปปี้กับเงินคืน 6 หมื่นถึงแสนบาท
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยรถถูกยึดเพราะขาดแรงส่งต่อ

ส่วนคนซื้อที่พอมีแรงตอนนี้อยากเปลี่ยนรถ เพราะเงื่อนไขที่ค่ายรถหยิบยื่นให้มันเร้าใจเหลือเกินก็ทำไม่ได้
เจอกับดักต้องครอบครองรถครบ 5 ปี ถึงวันนี้ ยังมาไม่ถึงครึ่ง และที่แน่ ๆ ปีนี้เราคงได้เห็นตัวเลขขายรถยนต์ต่ำกว่าล้านคัน

เหล่านี้คือความเจ็บปวด ที่ได้จากโครงการรถคันแรก

ขอบคุณเนื้อหาจาก คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ โดย อมร พวงงาม

d-credit

รู้ทันพนักงานเคลมประกันรถยนต์

ผู้ใช้รถยนต์ที่ทำประกันภัยรถยนต์ คงไม่อยากเจอกับพนักงานเคลมของบริษัทฯประกันภัย เป็นแน่แท้
เพราะถ้าเจอแล้วบางท่านอาจไม่ทราบว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีวิธีเผชิญหน้ากับพนักงานเคลมประกันมาฝาก

พนักงานเคลมจะแบ่งลักษณะการเกิดเหตุ หลักๆดังนี้

1.เคลมแห้ง หมายถึง เคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว เพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น แผลขูดขีด เป็นต้น

2.เคลมสด หมายถึง เคลมที่รถชนกันสดๆ และยังมีผู้เสียหายในเหตุการณ์รออยู่

3.เคลมเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่จะเกิดขึ้นสดๆหรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากเพิ่งมาแจ้งเหตุ
เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้ นานมาแล้วเป็นอาทิตย์เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว เรื่องที่จะมีปัญหาก็คือ แจ้งเคลมแห้ง เพราะในสัญญาประกันภัย ได้ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุ
ไม่ทราบคู่กรณี ท่านก็จะต้องถูกเก็บค่าเงื่อนไขไม่ทราบคู่กรณี

ฉะนั้นเวลารถฯของท่านเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามท่านจะต้องโทรศัพท์ แจ้งเหตุไปที่บริษัทฯประกัน
ในทันทีและต้อง ขอหมายเลขรับแจ้งและชื่อสกุลของพนักงานรับแจ้ง ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง
เพราะพนักงานรับแจ้งเหตุ นั้นจะช่วยแนะนำท่าน ในสิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปเช่น ถูกชนแล้วหลบหนี
ไปต่อหน้าต่อตาจะทำอย่างไร ทะเบียนรถที่ชนก็จำไม่ได้อีกซะเลย เป็นต้น

d-credit

สิ่งสำคัญหากขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของเราเป็นฝ่ายถูก
เราควรตรวจสอบกลับไปที่บริษัทฯประกันภัย ที่ท่านทำประกันทุกครั้งว่าตาม
รายงานอุบัติเหตุรถของเรา เป็นฝ่ายถูกจริงหรือไม่ ควรคุยกับระดับหัวหน้างาน
ของบริษัทฯ นั้นๆเพราะถ้าเป็นฝ่ายถูก เราจะได้รับส่วนลดประวัติดีในปีต่อไป

ทั้งนี้พนักงานเคลมบางบริษัทฯมีจริงๆไม่กี่คน นอกนั้นจ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์
แปลเป็นไทยว่า บริษัท รับสำรวจภัย ซึ่งมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับบริษัท
ประกันภัยต่างๆ ที่ แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ก็ไม่มีสาขา
เรียกกันว่าเกิดเหตุ ที่จังหวัดนี้ก็ใช้บริการที่นี่ เป็นต้น อาจจะทำให้บริการไม่
ทั่วถึงในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในช่วงเทศกาล ซึ่งต่างกับ บริษัทประกันภัยที่มี
สาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุม อยู่ทุกพื้นที่การให้บริการ จะทำให้ไปถึงที่
เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น

อีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญก็คือ จรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึง
เรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนกัน และมารยาทความเอาใจ
ใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญใน
การประกอบธุรกิจของ บริษัทประกันภัยให้มีเชื่อเสียงได้ยาวนาน
บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ต่างๆ บางบริษัทฯ มีมาตราฐานราคา ค่าสำรวจ
ก็จะมาตราฐานไปด้วย แต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทฯก็ต้องการ
ลดต้นทุน หันไปใช้บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน
เพราะค่าบริการถูก   

d-credit

เคลม ฉ้อฉล เกิดขึ้นได้กับพนักงานเคลม ที่เรียกหรือถูกฝ่ายตรงข้ามท่านเสนอให้สินบน
เพื่อเขาจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งก่อนนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆควร ตรวจสอบกับผู้บริหารของบริษัทประกันภัย
ให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับฝ่ายตรวจสอบของ
บริษัทประกันภัยหรือผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็นผู้เอาเปรียบท่าน
กันแน่ บางครั้งบริษัทประกันฯ อาจเอาเปรียบท่านก็ควรเจรากันใหม่ ให้ยุติถ้าไม่ยุติหรือเห็นว่า
ไม่ยุติธรรมก็ให้ติดต่อสายด่วน กรมการประกันภัยได้ ที่เบอร์ 1186

d-credit

รู้ทันค่าเสียหายส่วนแรก (Excess และ Deductible) ก่อนถูกประกันหลอก

ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess และ Deductible)

เรามักจะได้ยินคำนี้เวลาพูดถึงการเคลมประกันภาคสมัครใจ แต่เราเข้าใจเรื่องนี้ดีพอมั้ยครับ
หรือเคยรู้มั้ยครับว่า บางครั้งการยอมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกกลับจะทำให้เราประหยัดค่าเบี้ยประกัน
ลงได้มากทีเดียว หรืออย่างน้อยก็เหมือนชะลอการจ่ายเบี้ยประกันให้ช้าลง ลองมาทำความเข้าใจกันดู

สำหรับความหมายโดยรวมของ "ค่าเสียหายส่วนแรก" คือ ค่าความเสียหายส่วนแรก แปลง่าย ๆ ก็คือ
ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยตกลง (ปลงใจ - สมัครใจ) รับภาระเอง
โดยจะระบุไว้เป็นข้อตกลงในกรมธรรม์ นั่นเอง

ตัวอย่าง สมมติค่าเบี้ยประกันปกติอยู่ที่ 25,000 บาท แต่เราทำข้อตกลงกับบริษัทว่า
หากเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง เราจะจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก 5,000 บาท (อาจจะซ่อมรถเรา
หรือชดเชยค่าเสียต่อทรัพย์สินคนอื่น) เราจะได้สิทธิจ่ายเบี้ยประกันลดลง 5,000 บาท
( จ่ายเบี้ยทำประกันรถยนต์แค่ 20,000 บาท) ในระหว่างที่อยู่ในระยะประกันนั้น
ถ้าเกิดอุบัติเหตุและเราเป็นฝ่ายผิด เมื่อบริษัทประเมินความเสียหายแล้ว อยู่ที่ 8,000 บาท ดังนั้น
เราต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก" เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้ตอนที่ทำ
กรมธรรม์ประกันรถยนต์ ส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท บริษัทจะจ่ายต่อไป แต่ถ้าความเสียหายไม่เกิน
5,000 บาท เราก็จ่ายให้คู่กรณีตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

d-credit

ที่มาของกฎนี้ คือ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)
ต้องการให้เราไม่ประมาทและให้เราเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่รถให้ปลอดภัย
ไม่เกิดค่านิยมคอยโยนภาระของตนเองให้คนอื่น ๆ (บริษัทประกัน) หรือไม่ตระหนักป้องกัน
ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนอื่น (เพราะคิดว่าไม่ต้องทำอะไร ประกันจะทำให้หมด
ซึ่งเป็นค่านิยมและความเข้าใจที่ผิด)

ดังนั้น ค่าเสียหายส่วนแรก ทั้ง Excess และ Deductible นั้น จะมีขึ้น
(ต้องเสียตังค์) ก็ต่อเมื่อการเกิดเหตุความเสียหาย (เพราะขับรถที่เราทำประกันภัยไว้)
และเราหรือผู้ขับขี่รถ (ที่ทำประกันภัย) เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุการณ์นั้น ๆ
(ชนท้ายคนอื่น หรือซุ่มซ่ามชนประตูรั้วบ้านตัวเอง) หรือทำเราผิดจากสัญญา
ในกรมธรรม์เท่านั้นแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้ครับ

1. Excess (เอ็กเซส ไม่ใช่ แอ็คเซฟหรือแอคเซสตามที่หลายคนอ่านผิด)
ความเสียหายส่วนแรกในกรณีทำผิดสัญญา พูดง่าย ๆ คือ เรา (ผู้เอาประกันภัย)
เป็นฝ่ายผิดไม่พอ ยังละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อีก พิกัดอัตราจึงเป็นไปตามที่
คปภ. กำหนดไว้ (ในที่นี้ยกตัวอย่างประกันชั้น 1) ได้แก่

1) กรมธรรม์แบบระบุชื่อคนขับ (เบี้ยประกันจะถูกว่าไม่ระบุชื่อคนขับ) แต่เราอนุญาตให้คนอื่นขับขี่
เมื่อเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด เราจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายแต่ละครั้ง ดังนี้
ก. 2,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)

ข. 6,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา (ที่เกิดการชน / คว่ำ)


d-credit

2) ใช้รถผิดจากประเภทจากที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรมธรรม์ระบุการใช้รถยนต์ว่า
"ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่า" แต่เราเอาไปหาลำไพ่รับจ้างส่งของ เอาไปให้เช่า
เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ขับเป็นฝ่ายผิด เราต้องรับผิดชอบเอง 2,000 บาทแรก
สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)

2. Deductible สำหรับ Deductible จะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1: ความเสียหายที่ไม่เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือ ชนแต่หาคู่กรณีไม่ได้ หรือ
เราไม่ได้ขับรถชนเองแต่เราไม่สามารถระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกัน
ไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้ เราจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก
1,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา เช่น

1. ถูกมุ่งร้าย กลั่นแกล้ง แล้วหาคู่กรณีไม่ได้ เช่น รถถูกขีดข่วน
2. เสียหายส่วนพื้นผิวสีรถ (ตัวรถและอุปกรณ์ในรถไม่เสียหาย) เช่น หินกระเด็นใส่
เฉี่ยวกิ่งไม้/สายไฟ/ลวดหนาม ขับรถตกหลุม / ครูดพื้นถนน เหยียบตะปูหรือของมีคม
หรืออะไรที่ทำให้ยางฉีก ละอองสีปลิวมาโดน / วัสดุหล่นมาโดน
3. ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความ
เสียหายที่ชัดเจนไม่ได้ เช่น กระจกรถแตก ถูกสัตว์กัดแทะหรือขีดข่วนถูกวัสดุในตัวรถกระแทก
4. ไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ
5. ชนกับพาหนะอื่นแต่แจ้งรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ต้องการจ่าย ต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชน หรือ
ระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้
เช่น
1. ชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้ได้
(ติดกล้องวงจรปิดสำหรับรถยนต์ไว้ชนครั้งเดียวก็คุ้มแล้ว)
2. ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
- เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กำแพง / ป้ายจราจร
- ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
3. ชนต้นไม้ยืนต้น / ฟุตบาธ / ราวสะพาน
4. ชนกองดิน หรือชนหน้าผา
5. ชนคน / สัตว์
6. รถพลิกคว่ำ

d-credit

กรณีที่ 2: ความเสียหายส่วนแรกโดยสมัครใจ โดยเป็นการตกลงกัน ระหว่างบริษัท (
ประกันภัย) กับเรา (ผู้เอาประกัน) โดยบริษัทจะยินยอมลดเบี้ยประกันลงเท่ากับค่าเสียหาย
ส่วนแรกที่เราสมัครใจจ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในแต่ครั้ง (นอกเหนือกรณีการจ่ายค่า
Excess หรือ deductible ในกรณีที่ 1) โดยเราสามารถเลือกได้ 2 ประเภทความคุ้มครอง
คือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของรถเราเอง (ที่ทำประกัน ซึ่งก็ต้องเป็นกรณีของการชน)
หรือคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ของคู่กรณีที่เกิดความเสียหาย)

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการยอมจ่ายแบบสมัครใจก็คือว่า สถิติการขอเคลมประกันเฉลี่ย (หลายท่านอาจจะไม่เคยรู้)
ถ้าได้อ่านต่อไป ท่านจะสนใจแน่นอน
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 3 ปี สำหรับอุบัติเหตุทั่วไป
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 10 ปี สำหรับอุบัติเหตุที่มีค่าความเสียหายมาก

ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ใช่พวกมือใหม่หัดขับ มีวินัยจราจร ไม่ใจร้อนซุ่มซ่าม
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิดก็น้อยลงอีก เมื่อเราเลือกรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง
เราก็จะประหยัดเบี้ยประกันภัยลง หรือแม้ต้องจ่ายอย่างน้อย 1 ครั้ง ก็เท่ากับชะลอการจ่ายเบี้ยประกัน
แบบไม่เลือกรับผิดผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกนั่นเอง

โดยสรุป
จะเห็นว่า เมื่อเราทำประกันภัยรถยนต์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทำอะไรเลย
หรือหากเราสมัครใจเลือกรับภาระเราเองบางส่วน (ซึ่งก็มาจากความผิดของเราเสียส่วนใหญ่)
เราก็จะยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา http://insurancethaicar.blogspot.com/2013/06/excess-vs-deductible.html

d-credit

9 ข้อต้องรู้! ก่อนไปสอบใบขับขี่เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 2557

หลายคนคงรู้กันแล้วว่ากรมขนส่งปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ โดยเนื้อหาเพิ่มทักษะการขับขี่
เพิ่มจำนวนข้อสอบ เพิ่มเกณฑ์ผ่านการทดสอบและช่องทางอนุญาตใบขับขี่มากขึ้น 
แต่บางคนอาจจะไม่รู้รายละเอียด มี 9 เรื่องน่ารู้สำหรับการสอบใบขับขี่แบบใหม่มาฝากครับ

1. ปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ จะเริ่ม 1 มิ.ย. 57
2. ในการสอบภาคทฤษฎีนั้นเพิ่มจำนวนข้อสอบเป็น 50 ข้อ ผ่านเกณฑ์การสอบร้อยละ 90
(หรือทำได้ 45 ข้อ) จากเดิมข้อสอบ 30 ข้อเกณฑ์ผ่านเพียงร้อยละ 75 (หรือทำได้ 22 ข้อ)
3. ข้อสอบแบบใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ข้อ ใช้หมุนเวียนออกสอบในแต่ละรอบ
4. ข้อสอบทั้งหมดเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก ให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนสอบด้วย
5. สำหรับการทดสอบภาคปฏิบัติ หรือการทดสอบขับรถนั้น จะทำในวันถัดไป แต่ไม่เกิน 90 วัน
นับจากวันที่ยื่นเรื่องวันแรก
6. ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตขับขี่ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่มีใบอนุญาตชนิดเดียวกัน
ไม่อยู่ระหว่างพักและเพิกถอนใบอนุญาต

d-credit

7. สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการดังต่อไปนี้ เช่น แขนขาดข้างเดียว ขาขาดข้างเดียว ตาบอดข้างเดียว
ลำตัวพิการ หูหนวก เมื่อต้องการมีใบอนุญาตขับขี่ ต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ขนส่งก่อนจึงจะทำได้
8. หลักฐานที่นำไปด้วย คือ
-บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมใบสำเนา หรือบัตรประจำตัวข้าราชการพร้อมใบสำเนาที่ใช้แทนบัตรประชาชน
-ใบรับรองแพทย์ตัวจริงไม่เกิน 1 เดือน ที่รับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
9. เนื่องจากปัจจุบันผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้องรอคิวอบรมและทดสอบเป็นเวลานาน
กรมการขนส่งฯจึงให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด ประสานสถาบันการศึกษาภาครัฐที่มีมาตรฐาน
และมีความพร้อมจัดอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งฯกำหนด ให้กับผู้ที่ประสงค์ขอรับ
ใบอนุญาตขับขี่ เบื้องต้นเฉพาะผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่รถใหม่ และการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่
ส่วนจะเริ่มได้เมื่อไหร่นั้น จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบ

d-credit

จัดเต็ม! ข้อสอบใบขับขี่แบบใหม่ล่าสุด

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมานั้น
กรมการขนส่งได้ปรับเงื่อนไขการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่
โดยต้องทำการทดสอบทั้งหมด 50 ข้อ (จากเดิม 30 ข้อ) รวมถึงต้อง
ตอบถูกไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ 45 ข้อเลยทีเดียว
ซึ่งหากเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว เชื่อว่าไม่น่ายากเกินความสามารถแน่นอน
เราจึงได้รวบรวมนำเอาข้อสอบใบอนุญาตขับขี่แบบใหม่ล่าสุด
มาให้คุณผู้อ่านได้ทดลองทดสอบกันข้างล่างนี้:

หมวดกฏหมายว่าด้วยรถยนต์
หมวดกฏหมายว่าด้วยจราจรทางบก
หมวดเครื่องหมายพื้นทาง
หมวดป้ายบังคับ
หมวดป้ายเตือน
หมวดป้ายแนะนำ
หมวดมารยาทและจิดสำนึก
หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย
หมวดการบำรุงรักษารถยนต์
หมวดรูปภาพจราจร
หมวดการรับรู้สถานการณ์อันตราย

d-credit

 หลักเกณฑ์การขอรับใบขับขี่ชนิดชั่วคราว (สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีใบขับขี่)

     คุณสมบัติของผู้ขอรับใบขับขี่ มีดังนี้

มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าเป็นผู้ขอใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 110 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์
มีความรู้ความสามารถในการขับรถ
มีความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ และตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่สามารถขับรถได้
ไม่มีโรคประจำตัวที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
ไม่มีใบขับขี่รถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่


     หลักฐานประกอบคำขอ

บัตรประชาชนฉบับจริงพร้อมสำเนา
ใบรับรองแพทย์ แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ
และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ซึ่งมีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด
แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน

d-credit

ขั้นตอนการดำเนินการ

ผู้ต้องการขอรับใบขับขี่ สามารถจองคิวอบรมด้วยตนเองพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
ณ สำนักงานขนส่งในพื้นที่ใกล้เคียง ทางที่ดีสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์
ได้ที่หมายเลข 1584 หรือสำนักงานขนส่งพื้นที่ใกล้เคียงโดยตรง

ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย - ทดสอบการมองเห็นสี, ทดสอบสายตาทางลึก,
ทดสอบสายตาทางกว้าง, ทดสอบปฏิกิริยาเท้า
อบรม (ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง)
ทดสอบข้อเขียนผ่านระบบ Electronic Examination (E-exam)
ทดสอบขับรถ
ชำระค่าธรรมเนียม / ถ่ายรูปพิมพ์ใบอนุญาต / จ่ายใบขับขี่

d-credit

เทคนิค 5 ข้อขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัด

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนมักใช้เกียร์อัตโนมัติกันทั้งนั้น เนื่องจากความง่าย
และสะดวกสบายในการขับขี่ แต่เกียร์อัตโนมัติส่วนมากยังคงมีอัตราสิ้นเปลืองด้อย
กว่าเกียร์ธรรมดา เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติให้ประหยัดน้ำมัน
แบบง่ายๆกัน รับรองว่าถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ รถของคุณจะประหยัดขึ้นอย่างแน่นอน

1. ออกตัวเบาๆไม่ต้องรีบ

     เป็นที่รู้กันว่าการจราจรในกรุงเทพมหานคร ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ความเร็วเท่าใดนัก
พ้นไฟแดงหนึ่งก็ไปติดอีกไฟแดงหนึ่งอยู่ดี ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง
เนื่องจากเกียร์ออโต้จะค่อยๆเปลี่ยนอัตราทดตามรอบเครื่องยนต์อยู่แล้ว การฝึกแตะคันเร่งเบาๆ
จะช่วยให้ประหยัดขึ้นได้มาก สังเกตได้จากเกียร์เปลี่ยนอัตราทดที่รอบต่ำเท่าไหร่
ก็จะประหยัดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

     2. ขยับนิดหน่อย Walking Speed ก็พอ

     หากขับขี่ท่ามกลางสภาวะจราจรที่ติดขัดนั้น หากรถสามารถเคลื่อนตัวได้ทีละนิดๆ
ก็ใช้วิธีปล่อยเบรคให้รถค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆก็พอ โดยปกติความเร็วเมื่อปล่อยเบรค
(ขณะใส่เกียร์ D) จะค่อยๆขึ้นไปแตะระดับ 10 กม./ชม.ได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องเหยียบ
คันเร่งก็ไม่ต้องเหยียบ ประหยัดได้อีกเยอะ

d-credit

3. หลีกเลี่ยงการคิกดาวน์

การคิกดาวน์ คือ การเหยียบคันเร่งให้หนักขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้ลดระดับเกียร์ลงมา
ซึ่งจำเป็นกับการเร่งแซงเพื่อให้หนีพ้นสถานการณ์คับขัน แต่การขับขี่ตามจราจรปกติมัก
ไม่ต้องการอัตราเร่งขนาดนั้น ฉะนั้นผู้ขับจึงควรหลีกเลี่ยงการคิกดาวน์พร่ำเพรื่อบ่อยๆ
เพราะเท่ากับเป็นการซดน้ำมันอย่างมากเลยทีเดียว

4. เบรคน้อยลง ประหยัดขึ้นเยอะ

การเหยียบเบรคนั้น อาจไม่มีผลโดยตรงต่อการกินน้ำมัน แต่หากเราชะลอความเร็วลงแล้ว
ก็คงจำเป็นจะต้องเติมคันเร่งเพื่อให้รถกลับไปยังความเร็วปกติอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการกินน้ำมัน
ทางที่ดีจึงควรค่อยๆขับไปตามสภาพการจราจรดีกว่า การเว้นระยะคันหน้าอย่างเหมาะสม
ก็จะช่วยลดการเหยียบเบรคได้เป็นอย่างดี แถมยังลดความใจร้อนของผู้ขับได้อีกด้วย
ไม่เชื่อลองดูสิ!

d-credit

 5. เกียร์ออโต้ไม่ได้มีแค่ P R N D นะ

     แม้ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ แต่ผู้ขับก็ยังควรเลือกตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานขณะนั้น
โดยเกียร์อัตโนมัติในปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ +, - หรือตัวเลข 3-2-1 หรือตัวอักษร S, L
ตามแต่ผู้ผลิตจะกำหนดมา ซึ่งตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างมากเมื่อยามขับรถขึ้นเนินหรือลงเนิน
รวมไปถึงการช่วยชะลอความเร็ว ทางที่ดีผู้ขับจึงควรศึกษาคู่มือการใช้รถเพื่อให้ตำแหน่งเกียร์เหล่านี้
ให้เป็นประโยชน์ เช่น การใช้ตำแหน่งเกียร์ L ในการขับรถขึ้นเขา จะทำให้ตัวรถมีกำลังเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้น จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถยนต์ให้ประหยัดขึ้น
ต้องอาศัยการขับขี่ที่ไม่รีบร้อน ใช้ความเร็วช้าลง ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจำเป็นต้องฝึกให้ชิน
ซึ่งหากเราไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเดินทางขนาดนั้นแล้วล่ะก็ คำแนะนำเหล่านี้จะช่วย
ให้ประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นการช่วยถนอมเครื่องยนต์และเกียร์ได้อย่างดีอีกด้วย

d-credit

5 วิธีเอาตัวรอดแผ่นดินไหวขณะขับรถ

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด ที่มีศูนย์กลางอยู่ในจังหวัดเชียงรายขนาดกว่า 6 ริกเตอร์
สร้างความเสียหายมหาศาลแก่สิ่งปลูกสร้างและถนนหนทาง สิ่งนี้เตือนสติเราได้เป็นอย่างดีว่า 'ภัยธรรมชาติ'
มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมออย่างไม่ทันตั้งตัว
มีคำแนะนำหากเกิดแผ่นดินไหวขณะขับรถ จะทำอย่างไร?
หากคุณผู้อ่านกำลังขับรถบนถนนตามปกติ แต่จู่ๆกลับรู้สึกว่ารถมีอาการโคลงเคลง สิ่งของตก พื้นรถสั่น
เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว ให้ปฏิบัติดังนี้

1. ชะลอความเร็วของรถ พยายามจอดรถเข้าข้างทางโดยปลอดภัย ไม่ให้ขวางทางรถคันอื่น
ที่สำคัญห้ามจอดรถใต้สิ่งก่อสร้างที่อาจล้มทับลงมาได้ เช่น สะพานลอย, ตึกสูง, ต้นไม้ใหญ่,
เสาไฟ, ป้ายโฆษณา เป็นต้น

2. หลังจากรถจอดสนิทแล้ว ไม่ต้องดับเครื่องยนต์ (เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆตามมาจะได้หนีทัน
ไม่งั้นหากต้องหนีขึ้นมาจริงๆ กลับสตาร์ทไม่ติดแบบมุขหนังผี จะเป็นเรื่องเอา!) ให้เหยียบเบรค
หรือดึงเบรคมือไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล


d-credit

 3. เมื่อเช็คว่ารอบข้างไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆที่อาจหล่นลงมาทับ ให้นั่งคุมสติอยู่ในรถ
หากไม่จำเป็นไม่ควรลงมาจากรถ คอยเปิดวิทยุฟังข่าวความเคลื่อนไหวอยู่ภาย
ในรถก็พอ จนกว่าแผ่นดินไหวจะสงบลง

     4. หลังจากแผ่นดินไหวสงบลงแล้ว ให้นั่งอยู่ในรถชั่วครู่จนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆอีก
จากนั้นจึงลงสำรวจสภาพรถ สภาพถนนรอบข้าง รวมถึงสภาพการจราจร
เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัย หากจอดรถใกล้เนินเขา
ให้ระวังดินสไลด์ที่อาจเกิดขึ้นได้

     5. เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงเริ่มเดินทางต่อไปได้ โดยระลึกไว้เสมอว่า
หลังเกิดแผ่นดินไหวทุกครั้ง จะมีปรากฏการณ์อาฟเตอร์ช็อคตามมา
หนักเบาสลับกันไป และอาจเกิดขึ้นได้มากกว่า 100 ครั้งเลยทีเดียว

      อย่างไรก็ดี เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
แต่การเตรียมสิ่งของที่จำเป็นไว้ในรถ ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี ไม่ว่าจะเกิดเหตุใดๆก็ตาม
สิ่งที่ควรมีติดรถไว้ ได้แก่ อุปกรณ์ฉุกเฉินต่างๆ ไฟฉาย น้ำขวด เป็นต้น

d-credit

หวั่นยอดขายรถปี57วูบ5-10%

สถาบันยานยนต์หวั่นยอดขายรถยนต์ปี57 วูบ 5-10% หลัง 2 ครึ่งปีแรกยอดขายร่วงกว่า 30%
นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า จากการประเมินล่าสุดของสถาบันยานยนต์
คาดว่ายอดขายรถยนต์ทุกชนิดในปีนี้จะลดลงประมาณ5-10% เมื่อเทียบกับปี 2556 เนื่องจากยอดขาย
ภายในประเทศลดลงมาก โดย ครึ่งแรกของปีหดตังลงกว่า 30%ขณะที่การส่งออกก็ไม่ได้ขยายตัวมาก
โดยคาดว่าขะขยายตัวอยู่ที่ 5% ไม่สามารถชดเชยยอดขายในประเทศที่ตกลงได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
เนื่องจากคณะชดเชยยอดขายในประเทศที่ตกลงได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายรถยนต์
ในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองเข้าสู่ความสงบ สามารถจ่ายเงินจำนำข้าว
ให้กับชาวนาได้ทั่วประเทศ และยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทยอยออกมาอีกมาก
ทำให้คาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีกำลังซื้อรถยนต์จะกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าในครึ่งปีแรกประมาณ 10%
ขณะที่ยอดส่งออกก็โตตามตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวได้ดี

d-credit

"แม้ว่า คสช. จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน
แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นยอดซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เร็ว เพราะว่าในช่วงของ
นโยบายรถยนต์คันแรกในปีที่ผ่านมา ได้ดูดซับกำลังซื้อในอนาคตไปเป็นจำนวนมาก
แต่เป้าหมายการผลิตรถยนต์ 3 ล้านคันในปี 2560 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะเชื่อว่าความต้องการรถยนต์ยังจะขยายตัว" นายวิชัย กล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศนั้น
สถาบันยานยนต์ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
ในการผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบและวิจัยพัฒนายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
รวมทั้งจัดทำสนามทดสอบการจำลองสถานการณ์การขับขี่เพื่อประเมินสมรรถนะสำหรับ
ทดสอบรองรับมาตรฐานในประเทศและมาตรฐานอาเซียน รวมถึงด้านการวิจัย
โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยแบ่งเป็น 2 เฟสเฟสแรกเป็นการตั้งศูนย์
ทดสอบยานยนต์ มูลค่า 2-3 พันล้านบาท และเฟสสองเป็นการสร้างสนามทดสอบรถยนต์
มูลค่า4-5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถตรวจสอบและรับรองมาตรฐานรถยนต์
อาเซียนได้ทั้งหมด 19 รายการ จากทั้งหมด 19 รายการ

d-credit

โดยหากสามารถตั้งศูนย์ทดสอบฯแห่งนี้ได้ จะทำให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม
รถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีผลิตชิ้นส่วนที่เป็นผู้ประกอบการไทย
100% จะได้รับการพัฒนาจนมีมาตรฐานสามารถแข่งขันในตลาดประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน (เออีซี) ได้ทุกชาติ ซึ่งหากเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง
ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ทั้งหมด 1,850 ราย จะมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง
หรือประมาณ 900 ราย ที่ไม่สามารถแข่งขันหลังเปิดเออีซีได้

d-credit

หวังเงินข้าวดันรถยนต์ฟื้น

ส.อ.ท.มีความหวัง คสช.สั่งจ่ายเงินจำนำข้าวหนุนการบริโภค เชื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นปลายปี

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า
กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการเร่งรัดจ่ายเงินให้ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวให้ครบภายในระยะเวลา 1 เดือนต่อจากนี้
นับเป็นนโยบายที่ดีและเรียกความเชื่อมั่นต่อการบริโภคในประเทศได้ดีมาก

ทั้งนี้ เมื่อชาวนาได้รับเงินแล้วจะมีการใช้จ่ายทันที ซึ่งจะส่งผลดีต่อหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร
ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง สินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค และที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมยานยนต์
โดยเฉพาะอย่างรถจักรยานยนต์ ปิกอัพ

"เมื่อชาวนาได้รับเงินแล้วมีการใช้จ่ายออกไปจะเรียกความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น และมีการบริโภคตามมาอีก
อย่างเครื่องมือการเกษตรเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่ร้านค้าสินค้าเหล่านี้ขายของไม่ออกเพราะเกษตรกรไม่มีเงิน
ผมเชื่อว่าปัจจุบันคนไทยมีเงินอยู่ในกระเป๋า แต่ไม่เอาออกมาใช้จ่ายเพราะไม่มีความเชื่อมั่น
รอเพียงความเชื่อมั่นดีขึ้นแล้วเศรษฐกิจก็จะกลับมา"นายวัลลภ กล่าว

d-credit

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า
การที่เงินจำนำข้าวเข้าสู่ระบบจะทำให้เกิดการใช้จ่ายจากชาวนากว่า 8.5 ล้านครอบครัว
ส่งผลดีทันทีต่อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชาวนา ซึ่งในกลุ่มยานยนต์นั้นจะเห็นผลเร็วที่สุดคือ
ยอดขายมอเตอร์ รถเกี่ยวข้าว รถไถ ปิกอัพ และจักรยานยนต์ แต่ในกลุ่มยานยนต์นี้คาดว่า
จะเห็นผลชัดเจนในช่วงปลายปี เพราะในช่วงแรกจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ได้รับ
ผลบวกทันที

สำหรับรถบรรทุกนั้นคาดว่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หาก คสช.สามารถเดินหน้าโครงการลงทุน
ขนาดใหญ่ได้และให้ความเชื่อมั่นว่าโครงการจะเดินได้ต่อเนื่อง อย่างในปี 2555-2556
ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลที่แล้วเริ่มประกาศว่าจะมีโครงการลงทุน ล้านล้านบาท ยอดขายรถบรรทุกก็
ขยายตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราการขยายตัวถึง 40% แต่มาถึงปีนี้เมื่อการเมืองมีปัญหาพบว่า
ยอดขายรถบรรทุกได้หดตัวลงถึง 50%

"แค่ 2-3 วัน หลังจาก คสช.ประกาศนโยบายว่าเร่งจ่ายเงินจำนำข้าว ร้านค้าเกี่ยวกับเครื่องมือ
เกษตรต่างๆ ก็เริ่มสั่งสินค้าแล้ว เมื่อสินค้าเหล่านี้เริ่มขยับเงินหมุนในระบบรอบถัดไปก็เป็นการเริ่มซื้อรถ
และยิ่งถ้าไตรมาส 3-4 สถานการณ์ทางการเมืองยังสงบก็จะยิ่งดี" นายสุรพงษ์ กล่าว

d-credit

นอกจากนี้ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีปัจจัยที่เข้ามาเสริมกลุ่มยานยนต์
ดังกล่าวข้างต้น แต่.กลางปีนี้ก็ยังคาดว่าจะมีการปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ โดยรวมปีนี้ลงเล็กน้อย
จากเดิมที่คาดว่าจะผลิตอยู่ที่ 2.4 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศ 1.2 ล้านคัน
และส่งออก 1.2 ล้านคัน โดยการปรับลดนั้นจะลดในส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศเนื่องจาก
4 เดือนแรกที่ผ่านไป ยอดขายในประเทศออกมาต่ำมาก แต่การผลิตเพื่อส่งออกคาดว่าจะยังเป็นไปตามเป้าหมาย

สำหรับข้อมูลของ ส.อ.ท. ระบุว่า การผลิตรถยนต์นั่งใน 4 เดือนแรกปี 2557 (ม.ค.-เม.ย.)
ของไทยอยู่ที่ 6.44 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27.77% รถกระบะผลิตทั้งสิ้น 3.81 แสนคัน
ลดลง 20.51% รถบรรทุกผลิตได้ 7,056 คัน ลดลง 58.72% จักรยานยนต์ผลิตทั้งสิ้น 7.99 แสนคัน
ลดลง 15.69% ขณะที่ยอดขายในประเทศในส่วนรถยนต์ 4 เดือนแรก อยู่ที่ 2.97 แสนคัน
ลดลง 43.1% ด้านยอดขายรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 5.63 แสนคัน ลดลง 21.6%

d-credit

"Up garage" บุกเมืองไทยเอาใจนักซิ่ง

ร้านอะไหล่แต่งรถยนต์ญี่ปุ่น "Up garage"  บุกเมืองไทยเอาใจนักซิ่ง เปิดสาขาที่ถนนเกษตร-นวมินทร์

นายมาโกโตะ อิชิดะ ประธานบริษัท อัพการาจ บีเคเค (Up garage)ร้านขายอะไหล่ตกแต่งรถยนต์และ
รถจักรยานยนต์มือสอง จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การเข้ามาเปิดร้านอัพ การาจ ที่ถนนเกษตร-นวมินทร์
ครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังต่อจากนี้
โดยบริษัท มีแผนการดำเนินธุรกิจให้บริการขายและรับซื้อสินค้าประดับยนต์ พร้อมทั้งบริการติดตั้งแบบครบวงจร
แม้จะเป็นสินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่น แต่มีคุณภาพและเป็นของแท้100% เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม
ที่ต้องการสินค้าราคาไม่แพง ซึ่งแตกต่างจากร้านขายอะไหล่เชียงกง

ทั้งนี้ ตั้งเป้ายอดขายในช่วงครึ่งปีหลังเดือนละ 5 ล้านบาทหรือ 30ล้านบาทในสิ้นปีนี้ โดยทางร้านมี
สัดส่วนสินค้าประกอบด้วย ยาง-ล้อแม็ก 50% ชิ้นส่วนแอร์โร่พาท 25% และเครื่องเสียง 25%
ซึ่งตลาดตกแต่งรถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ในขณะที่ตลาดในประเทศญี่ปุ่นลดลง
เนื่องจากคนญี่ปุ่นหันมาใช้รถยนต์ขนาดเล็ก หรือ รถกลุ่ม เค เซกเม้นท์

สำหรับการลงทุนก่อสร้างอาคารและพื้นที่ให้บริการติดตั้งใช้เงินจำนวน17ล้านบาท
ส่วนงบการทำตลาดโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้แก่ลูกค้าจำนวน1.5 ล้านบาท
และในปีต่อไปคาดว่าจะขยายเปิดสาขาในประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ในอนาคตโดยให้ประเทศไทยเป็นจุดกระจายสินค้าต่อไปอีก

d-credit

วิธีขัดคราบเหลือง ขุ่นมัว ล้างโคมไฟหน้าด้วยตัวเอง

ใครกำลังมีปัญหาโคมไฟหน้ารถขุ่นมัวหรือหมอง ไฟไม่สว่างพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบ้านรุ่นใหม่ๆ
สมัยนี้โคมไฟหน้าส่วนมากเป็นพลาสติกไม่ใช่แก้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ เจอแดดเจอฝน
มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดคราบขุ่นมัว ไม่สดใสทำให้รถดูเก่า
หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป
ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง
ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย

วิธีทำความสะอาดโคมไฟหน้า
ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000 ตัดเป็นชิ้นแล้วแช่น้ำ จากนั้นราดน้ำลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม
ใช้กระดาษทรายที่แช่น้ำขัดเอาคราบเหลืองออก (ขณะที่ขัดนั้นควรให้ฉีดพรมน้ำไปด้วย)
เมื่อขัดเสร็จเช็ดโคมไฟให้แห้ง ใช้ครีมขัดรถป้ายที่โคมไฟจนทั่ว แล้วใช้ผ้าขนแกะหรือเครื่องปั่นขัดออก
ทำซ้ำ 2-3 รอบจนกว่าโคมไฟจะกลับมาใสปิ๊งงงง...

d-credit

โคมไฟหน้ารถบ้านแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ในกรณีที่รถเราสามารถถอดไฟหน้าออกมาล้างได้ก็คงไม่มีปัญหา
แต่โดยมาแล้วรถเล็กส่วนใหญ่จะถอดไม่ได้ หากโคมไฟหน้ามีคราบเหลืองขุ่น มีรอยขีดข่วน
ต้องใช้ยาขัดหยาบขัดแล้วใช้เครื่องปั่น ซึ่งอาจจะทำด้วยเองไม่ได้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำเองก็อาจจะต้องนำเข้าอู่
คาร์วอช บริการล้างโคมไฟ เลือกร้านที่ไว้ใจได้แล้วตกลงราคาค่าใช้จ่ายกันดีๆ อีกอย่างคือก่อนจะล้างโคมไฟหน้า
อย่าลืมเช็คดูร้านอะไหล่ประดับยนต์ว่าราคาของใหม่ ราคาขายเท่าไหร่ ถ้าซื้อของใหม่ราคาไม่สูงมาก
ก็เปลี่ยนใหม่ซะเลยดีกว่า คุ้มกว่ามานั่งขัด เพื่อความปลอดภัยของรถคุณเอง

d-credit

สอท.ลดเป้าผลิตรถยนต์ปีนี้2แสนคัน

สภาอุตสาหกรรมฯปรับลดเป้าผลิตรถยนต์ปีนี้ลง 2 แสนคัน เหลือ 1 ล้านคัน
เหตุยอดขายในประเทศ 6 เดือนแรกต่ำกว่าคาดนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ฯ ได้ปรับประมาณการตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์
และรถจักรยานยนต์ของสมาชิกกลุ่มฯ ในปี พ.ศ.2557 ซึ่งปรับใหม่ในเดือนมิถุนายน 2557
โดยแยกเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

โดยในส่วนของรถยนต์ ประมาณการการผลิตปี พ.ศ.2557 ประมาณ 2.2 ล้านคัน
ปรับลดเป้าการผลิตจากเป้าเดิมลง 2 แสนคัน น้อยกว่าปี พ.ศ.2556 จำนวน 2.57 แสนคัน
หรือลดลง10.46%

ทั้งนี้ เป็นการปรับลดในส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ปรับลดลงจากเป้าเดิม 2 แสนคัน
เป็นผลิต 1 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็น45.45% ของยอดผลิตทั้งหมด ลดลงจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 1.33 ล้านคัน
หรือลดลง 25.14% โดยปัจจัยในการปรับลดนั้นเป็นผลจากยอดขายในประเทศใน 6 เดือนแรก
ที่ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมว่าจะขายได้ 5 แสนคัน แต่ปรากฎว่าขายได้เพียง 4.41 แสนคันเท่านั้น

d-credit

ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก คงเป้าเดิม 1.2 ล้านคัน  คิดเป็น54.54%  ของยอดผลิตทั้งหมด
เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 1.12 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 7.87 หมื่นหรือเพิ่มขึ้น 7.02%

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า  สำหรับยอดผลิตรถยนต์ในเดือนมิ.ย. มีทั้งสิ้น 1.6 แสนคัน
ดีขึ้นจากเดือน พ.ค. 8.41%  แต่ยังคงลดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26.1%
ปัจจัยหลักๆมาจากสิ้นสุดโครงการรถคันแรกแล้ว โดยยอดผลิตเดือนมิ.ย.
ดังกล่าวได้ทำให้ยอดผลิตรถยนต์ 6 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 9.53 แสนคัน
ลดลง 28.95% 

ขณะที่ข้อมูลยอดขายรถยนต์ ในเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 7.38 หมื่นคัน ลดลง 30.4% 
ทำให้ทำให้ยอดขายรถยนต์ 6 เดือนแรกอยู่ที่ 4.41 แสนคัน  ลดลง 40.5%

d-credit

ผลสำรวจเผยเจ้าของรถยนต์พอใจศูนย์บริการลดลง

เผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้รถยนต์ต่อศูนย์บริการ พบปี57ลดต่ำลง สะท้อนลูกค้าต้องการคำแนะนำด้านการดูแลรถ

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. บริษัท เจ.ดี.พาวเวอร์ เอเชีย แปซิฟิก เปิดเผย ผลการศึกษาวิจัยดัชนีด้านการบริการลูกค้าใน
ประเทศไทย ประจำปี 2557 พบว่า  ความพึงพอใจของเจ้าของรถยนต์ใหม่ที่มีต่อบริการหลังการขายที่
ศูนย์บริการรถยนต์ในประเทศไทยลดต่ำลงอย่างมาก

ทั้งนี้ คะแนนความพึงพอใจโดยรวมของตลาดรถยนต์แบรนด์ยอดนิยมในปี 2557เฉลี่ยอยู่ที่ 838 คะแนนจากคะแนนเต็ม
1,000 คะแนน ลดลงจากปี 2556ซึ่งอยู่ที่ 889 คะแนน โดยคะแนนความพึงพอใจลดต่ำลงในทุกปัจจัยของการให้บริการ
ลูกค้า 5 ปัจจัยหลักคือ การเริ่มต้นให้บริการ, ที่ปรึกษาด้านบริการสิ่งอำนวย, ความสะดวกของศูนย์บริการ,
การรับรถคืนและคุณภาพงานบริการ โดยเฉพาะปัจจัยที่ปรึกษาด้านบริการมีคะแนนลดต่ำลงเมื่อเทียบกับปี 2556
ถึง 58 คะแนน

"เจ้าของรถยนต์ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรก ให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของการมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานผู้ให้บริการกับลูกค้า และคาดหวังให้การปฏิสัมพันธ์ต่างๆ นั้นมีคุณภาพที่ดีกว่านี้
"โลอิคเปอ็อง ผู้จัดการอาวุโสของ เจ.ดี. พาวเวอร์ เอเชีย แปซิฟิก กล่าว

d-credit


ผลสำรวจระบุด้วยว่า แม้ว่าโดยรวมแล้วศูนย์บริการสามารถปรับปรุงกระบวนการการให้
บริการได้เป็นอย่างดีแต่ลูกค้ากลับแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจที่ศูนย์บริการขาดการ
ใส่ใจในความต้องการของตัวเองและต้องการได้รับคำแนะนำที่ดีกว่านี้เกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่า โตโยต้าครองอันดับ 1ด้านความพึงพอใจโดยรวมของ
ลูกค้าแบรนด์รถยนต์ยอดนิยม โดยได้ 850คะแนน โตโยต้าทำได้ดีเป็นพิเศษในปัจจัย
การเริ่มต้นให้บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกของศูนย์บริการ การรับรถคืน และคุณภาพ
งานบริการอีซูซุ ตามมาเป็นอันดับ 2ด้วยคะแนน 848 คะแนน และทำได้ดีเป็นพิเศษ
ในปัจจัยที่ปรึกษาด้านบริการมาสด้า อันดับ3 (843) และฮอนด้า อันดับ 4(840)

การศึกษาวิจัยดัชนีด้านการบริการลูกค้าในประเทศไทย ประจำปี 2557 ทำการศึกษาจากการประเมิน
คำตอบของเจ้าของรถยนต์ใหม่จำนวน 3,902 รายที่ซื้อรถยนต์ในช่วงเดือนม.ค. 2555
ถึงเดือนเม.ย. 2556 และนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานในช่วงเดือนก.ค. 2556
ถึงเดือนเม.ย. 2557 โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในช่วงเดือนม.ค.ถึงเดือนเม.ย. 2557

d-credit

รถยนต์ไตรมาสสามยังซึม

นิสสัน-ฮอนด้า ชี้ตลาดรถยนต์ยังไม่ฟื้น คาดทั้งปีทำได้แค่ 9 แสนคัน แนะผู้ผลิตปรับเป้าตามตลาด

นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย)
เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ 2 เดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.-ก.ค.) มีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร
และมองว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2557 จะอยู่ในระดับ 9 แสนคัน ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่
ประมาณการไว้ 9.25 แสนคัน

นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เอง|ต้องมีการปรับฐานตัวเลขการผลิตและจำหน่ายให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบัน
หลังจากตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีอัตราเติบโตลดลงติดต่อกันแล้ว 2 ปี

สำหรับนิสสันปีนี้ คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของบริษัทจะลดลงเหลือ 9% คิดเป็นยอดขายประมาณ 8 หมื่นคัน
จากเดิมคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาด 10% หรือ 1 แสนคัน ซึ่งเป็นผลจากสภาพตลาดรวมที่เติบโตลดลง

"ผลิตภัณฑ์ของบริษัทรุ่นล่าสุดของบริษัท นิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะสร้างยอดขาย
ซึ่งการเปิดตัวที่เลยครึ่งปีหลังมาในครั้งนี้อาจช้าไปสักนิด ปัจจุบันมียอดจองแล้วกว่า 1,000 คัน
และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขณะที่ตลาดรถกระบะถือได้ว่า
เป็นตลาดใหญ่ถึงกว่า 50%"นายประพัฒน์ กล่าว

d-credit

ขณะที่ในช่วงสุดท้ายของปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "นิสสัน เอ็กซ์เทรล
ใหม่" รถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี)และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตในประเทศไทย
ควบคู่ไปกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นฐานผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ของบริษัท
โดยปีนี้บริษัทได้วางตลาดรถครบ 10 รุ่นตามแผน และมองว่าในปี 2558 จะเพิ่มเป็น 11-12 รุ่น ต่อไป

ด้าน นายสมภพ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)
กล่าวว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ถึงปัจจุบัน อยู่ในสถานการณ์คงที่
ซึ่งมองว่าการแข่งขันจัดโปรโมชั่นยังคงรุนแรงอยู่ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีฮอนด้าได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ไปแล้วกว่า 4 รุ่น
ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการของลูกค้าได้

ทั้งนี้ บริษัทยังเน้นการสร้างยอดขายโดยสนับสนุนการจำหน่ายของผู้แทนจำหน่ายในทุกทาง
เพื่อดึงคนเข้ามายังโชว์รูม อีกทั้งยังคงเดินหน้าแผนการขยายผู้แทนจำหน่าย
และศูนย์บริการเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท

d-credit

นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป
ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน "บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล แกรนด์ มอเตอร์ เซลส์"
กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกของบริษัท โดยมีบริษัทรถยนต์เข้าร่วมงานกว่า 49 บริษัท
และบริษัทรถจักรยานยนต์กว่า 19 บริษัท รวมถึงผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต)
คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 1 ล้านคนผู้สื่อข่าว ระบุว่า วันแรกของการจัดงานมี
ผู้เข้าร่วมชมอย่างหนาตา อีกทั้งบริษัทผู้เข้าร่วมงานได้นำพนักงานขาย (เซลส์)
จำนวนมากมาให้บริการสำหรับลูกค้าผู้สนใจช่วยสร้างความคึกคักมากขึ้น

d-credit

จอดรถกลางแดด ยกก้านปัดน้ำฝนช่วยยืดอายุยางจริงหรือ ?

บ่อยครั้งที่มักได้ยินคำแนะนำให้ยกก้านที่ปัดน้ำฝนเวลาจอดรถกลางแดด
รวมทั้งเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ปฎิบัติอย่างนี้ แต่การยกก้านที่ปัดน้ำฝนจะช่วยยืดอายุยางปัดน้ำฝน
แต่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของสปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝน
การจอดรถยนต์ตากแดดนานๆ การยกที่ปัดน้ำฝน เพื่อไม่ให้ยางใบปัดสัมผัสแนบอยู่กับกระจกเสื่อมสภาพ
จะช่วยให้ยางปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพช้าลง แต่การยกก้านที่ปัดน้ำฝนบ่อยๆ
และยกก้านที่ปัดน้ำฝนค้างไว้ครั้งละนานๆ จะส่งผลให้สปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝนเกิดอาการล้าเร็ว
อายุการใช้งานสั้นลง ทำให้แรงกดของใบปัดน้ำฝนกับกระจกหน้าลดลง ส่งผลต่อแรงปัดของก้านปัดน้ำฝน
ทำให้ปัดน้ำฝนไม่เกลี้ยง หรือมีคราบน้ำเป็นเส้น ๆ ตามรอยโค้ง 
ซึ่งหากสปริงยกก้านที่ปัดน้ำฝนล้าค่าใช้จ่ายในการซ่อมจะสูงกว่าค่ายางที่ปัดน้ำฝนทั้งสองข้าง

     โดยปกติยางที่ปัดฝนมีคุณสมบัติทนต่อความร้อนได้ดี และที่ผิวกระจกไม่ได้มีความร้อนสูงมากมาย
ไม่ว่าจะยกก้านหรือไม่ยกก้าน ยางปัดน้ำฝนก็จะเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ
และสาเหตุที่ยางปัดน้ำฝนเสื่อมเร็วกว่าปกติ
ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความร้อน แต่เกิดการใช้งานและการดูแลรักษามากกว่า

d-credit

การถนอมยางปัดน้ำฝนที่ดีที่สุดเมื่อต้องจอดรถยนต์ตากแดดกลางที่โล่งแจ้ง
คือ ก่อนที่จะออกรถยนต์ออกหลังจากจอดตากแดดทุกครั้งให้ยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นมา
แล้วนำผ้าหรือกระดาษเช็ดหน้านุ่ม ๆ เช็ดลูบเบา ๆ ตามความยาวของยางปัดน้ำฝน
แล้วจึงไปเช็ดบนกระจกบริเวณที่ยางปัดน้ำฝนแนบอยู่ เพราะบริเวณนั้นจะมีเศษฝุ่นผงเล็ก ๆ
ปลิวมาตกค้างอยู่บนกระจก หากไม่เช็ดออกเมื่อเปิดที่ปัดน้ำฝน
ยางปัดน้ำฝนจะกวาดเอาเศษฝุ่นผงหรือเศษทรายเล็ก ๆ นั้น กดกับกระจกจนยางฉีกเป็นรอย
ทำให้การปัดน้ำฝนบนกระจกไม่เกลี้ยงได้

     และควรทำความสะอาดยางปัดน้ำฝนด้วยตนเองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยการยกก้านปัดน้ำฝนขึ้น
และใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดหมาด เช็ดรูดไปตามความยาวของยางปัดน้ำฝนในทิศทางเดียว 
หากพบร่องรอยการฉีกขาดหรือแข็งกรอบ ควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะหากใช้ต่อไปจะทำให้ปัดน้ำฝนไม่สะอาด
และทำให้เกิดเสียงดัง หรือสะดุดขณะปัด หรืออาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนกระจกได้อีกด้วย


     หมายเหตุ : ยางปัดน้ำฝนมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี

d-credit

มารู้จัก 10 อะไหล่รถที่ต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุด

การดูแลรักษารถยนต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญของผู้ใช้รถ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
และยังช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยขึ้นด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆในรถยนต์นั้น
มีการสึกหรอตามการใช้งานอยู่แล้ว จึงควรเปลี่ยนเมื่อครบอายุการใช้งานของมัน10 ชิ้นส่วนในรถยนต์
ที่ต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุด ได้แก่

     1.น้ำมันเครื่อง และไส้กรองน้ำมันเครื่อง

     น้ำมันเครื่องถือเป็นปัจจัยหลักในการหล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนตามกำหนดทุกครั้ง
หรือหากตรวจพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ก็สามารถเปลี่ยนก่อนกำหนดได้เลย
เพราะอาจบ่งบอกว่าน้ำมันเสื่อมสภาพแล้ว

     ระยะเวลาเปลี่ยน ทุกๆ 5,000 - 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ประเภทน้ำมันเครื่อง)

     2. ผ้าเบรค

     ผ้าเบรคเป็นชิ้นส่วนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง หากผ้าเบรคใกล้หมด จะมีเสียงดังเอี๊ยดเกิดขึ้นขณะเหยียบเบรค
บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว หากยังดึงดันที่จะใช้ต่อแล้วล่ะก็ อาจทำความเสียหายกับจานเบรคได้
ซึ่งมีราคาแพงกว่าผ้าเบรคหลายเท่าตัวเลยล่ะ

     ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 50,000 - 70,000 กิโลเมตร (หากใช้งานในเมืองอายุจะสั้นกว่า)


d-credit

3. แบตเตอรี่
    แบตเตอรี่มีทั้งแบบแห้งและเปียก โดยแบบแห้งไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาใดๆตลอดอายุการใช้งาน
แต่หากเป็นแบบเปียกนั้น จำเป็นต้องมีการเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับอยู่เสมอเพื่อให้
แบตเตอรี่สามารถเก็บประจุไฟได้อย่างเต็มที่
    ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2-3 ปีแล้วแต่การใช้งาน แบตเปียกควรเช็คน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

4. ไส้กรองอากาศ
    เครื่องยนต์จำเป็นต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์ในการเผาไหม้จำนวนมาก ดังนั้น
ไส้กรองอากาศจึงเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการกรองสิ่งสกปรกในอากาศก่อนเข้าไปยังเครื่องยนต์
ซึ่งหากมีสิ่งสกปรกอุดตันเป็นจำนวนมากก็จะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กำลังเครื่องยนต์ลดลง
    ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร และเป่าทำความสะอาดทุกๆ 3,000-5,000 กิโลเมตร

5. น้ำมันเกียร์และไส้กรองน้ำมันเกียร์
    ระบบเกียร์มีชิ้นส่วนประกอบที่เป็นโลหะเข้าด้วยกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบทั่วไป,
แบบ CVT หรือแบบ Dual-clutch ซึ่งมีการเคลื่อนที่ภายในห้องเกียร์ตลอดเวลา จึงมีอัตราการสึกหรอสูง
น้ำมันเกียร์เป็นสิ่งสำคัญในการลดการสึกหรอดังกล่าว ไม่ให้ระบบเกียร์กลับบ้านเก่าไปก่อนวัยอันควร
หากใช้ไปนานๆจะทำให้เกิดเศษโลหะในน้ำมันเกียร์ที่เป็นอันตรายต่อระบบเกียร์ได้
    ส่วนน้ำมันเกียร์แบบ Long-life นั้น แม้ว่าผู้ผลิตจะระบุว่าสามารถใช้ได้ตลอดอายุการใช้งาน
แต่ก็ควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายบ้าง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานระบบเกียร์
    ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 20,000 - 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ

6. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
    ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงพบได้ทั้งรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซล โดยมีหน้าที่ดักจับสิ่ง
สกปรกต่างๆและน้ำ ที่มากับน้ำมันที่เราเติมตามปั๊มนั่นเอง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานๆแล้ว
จะทำให้ไส้กรองตัน จนแรงดันน้ำมันไปยังเครื่องยนต์ไม่พอ ส่งผลให้ครื่องยนต์มีอาการเร่งไม่ขึ้น
กระตุก หรือสตาร์ทยากได้
    ระยะเวลาเปลี่ยน ประมาณ 2 ปีหรือ 40,000 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ

d-credit

5 เทคนิคจอดรถในห้างฯไม่กลัวรถหาย

จจุบันมีการเหตุโจรกรรมรถยนต์เกิดขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน หรือเบาหน่อยก็คงเป็นการงัดแงะ ทุบ
เพื่อฉกฉวยสิ่งของมีค่าในรถยนต์ ถ้าหากจอดไว้ในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิดก็ดีหน่อย
เพราะช่วยให้หัวขโมยทำมิดีมิร้ายได้ลำบากขึ้น แต่ถ้าจอดรถตามห้างสรรพสินค้าหรือที่จอดรถสาธารณะล่ะ
จะรับมืออย่างไรดี?

     เราจะพาไปรู้จักเทคนิค 5 ข้อสำหรับจอดรถในห้างฯแบบไม่ต้องกลัวหัวขโมยกันครับ

1. จอดรถในชั้นที่มีทางเข้าห้างฯเท่านั้น

     ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง อาจแบ่งที่จอดรถออกเป็นสองชั้น ต่อชั้นของตัวห้างฯหนึ่งชั้น
ทำให้เกิดเป็นชั้นครึ่งที่ไม่มีทางเข้าห้างโดยตรง จำเป็นต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อไปยังชั้นที่มีทางเข้าตัวห้างฯ
ซึ่งชั้นครึ่งเหล่านี้มักมีผู้คนเดินพลุกพล่านน้อยกว่าชั้นปกติ ทำให้หัวขโมยสามารถลงมือได้ง่ายขึ้น
ทางที่ดีควรเลี่ยงชั้นครึ่งเหล่านี้ ไปจอดชั้นที่มีทางเข้าห้างสรรพสินค้าแทนเสียจะดีกว่า
อย่างน้อยก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาช่วยเป็นหูเป็นตา

2. จอดรถใกล้ทางเข้าห้างฯมากที่สุด

     นอกจากจะจอดรถในชั้นที่มีทางเข้าไปยังตัวห้างฯแล้ว ยังควรจอดรถใกล้กับประตูห้างฯด้วย
เนื่องจากเป็นจุดที่มีคนเดินผ่านอยู่แล้ว หากจอดรถไว้ที่ไกลๆ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยวและลับตาคน
เพิ่มความเสี่ยงต่อการโจรกรรมมากยิ่งขึ้น

d-credit

     3. ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าล็อคประตู

     เจ้าของรถควรดับเบิ้ลเช็ค หรือตรวจสอบซ้ำทุกครั้งหลังล็อคประตูรถ ว่าถูกล็อคเรียบร้อยแล้วจริงๆ
ด้วยการดึงมือเปิดประตูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเปิดไม่ออก สำหรับรถบางรุ่นที่มีระบบ Keyless Entry
ที่ใช้มือเปิดประตูแบบสัมผัส ก็เพียงก้มลงไปดูว่าตัวล็อคภายในถูกกดลงแล้ว

     เนื่องจากปัจจุบันหัวขโมยมีเครื่องมือที่สามารถส่งสัญญาณรบกวนคลื่นรีโมทของรถ
ซึ่งหากเจ้าของรถไม่ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้โดยง่าย

     4. จอดรถในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

     การจอดรถในที่มืด ช่วยให้เหล่ามิจฉาชีพทำงานได้สะดวกขึ้น เนื่องจากโอกาสที่จะถูกพบเห็นมีน้อยกว่า
ทางที่ดีควรจอดในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพราะนอกจากตัวรถจะปลอดภัยขึ้นแล้ว
ยังเพิ่มปลอดภัยต่อเจ้าของรถขณะอยู่เดินอยู่ในที่จอดรถอีกด้วย

     5. เก็บของมีค่าให้มิดชิดที่สุด

     ข้อนี้เป็นจุดที่คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มองข้ามอยู่บ่อยๆ เนื่องจากบางคนมักเก็บกระเป๋าถือไว้ใต้เบาะคนนั่ง
แล้วปล่อยให้สายกระเป๋าโผล่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหัวขโมยก็จะรู้ทันทีว่ามีของมีค่าอยู่ใต้เบาะแน่นอน

     ทางที่ดีควรเก็บสิ่งของประเภทกระเป๋า อุปกรณ์ราคาแพงต่างๆ หรือแม้แต่ถุงที่มีลักษณะสวยงาม เช่น
ถุงผ้าสักหลาด เอาไว้ในกระโปรงท้ายรถให้หมด ส่วนรถที่มีลักษณะแฮทช์แบ็คก็ควรปิดแผงบังตาไว้ตลอดเวลา
เพื่อไม่ให้โจรพบเห็นสิ่งของได้ง่าย

     แม้ว่าที่กล่าวมานั้น อาจไม่ช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้เป็นอย่างดี


d-credit

จีเอ็ม สร้างยอดขายสูงสุดในรอบ 34 ปี

เจนเนอรัล มอเตอร์สผู้ผลิตรถยนต์ เชฟโรเลต สร้างสถิติยอดขายประจำไตรมาสสามสูงสุดในรอบ 34 ปี

          เจนเนอรัล มอเตอร์ส รายงานยอดขายรถทั่วโลกอยู่ที่ 2,449,595 คันในไตรมาสที่สามของปี 2014
เพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นับเป็นการสร้างสถิติยอดขายประจำไตรมาสสามที่สูงที่สุดในรอบ 34 ปี
ขณะที่ยอดขายรถในเก้าเดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 7,371,743 คัน เติบโต 2 เปอร์เซ็นต์

          ในสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งเป็นตลาดรถที่ใหญ่ที่สุดของจีเอ็มเติบโตเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์
และ 14 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายรวมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ ในสหรัฐอเมริกา
และเติบโต 12 เปอร์เซ็นต์ในประเทศจีน

          ประเทศจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกตลาดสำคัญของ จีเอ็ม โดยในปี 2014 นี้คาดว่ายอดรถจะขายเกิน 3 ล้านคัน
ต่อเนื่องกันเป็นปีที่สอง

          "จีเอ็มสร้างสถิติยอดขายประจำไตรมาสสามสูงสุดในรอบ 34 ปี ซึ่งได้แรงขับเคลื่อนจากการเติบโตอันมั่นคง
ในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องของโอเปิล" แมรี่ บาร์ร่า
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจีเอ็มกล่าว

          ซึ่งการเปิดตัวรถใหม่หลายรุ่นทั้ง เชฟโรเลต โคโลราโด และจีเอ็มซี แคนยอน ในอเมริกาเหนือ โอเปิล/วอกซ์ฮอลล์
คอร์ซ่า ในยุโรป และบูอิค เอ็นวิชั่น และคาดิลแลค เอทีเอส-แอล ในจีน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะกระตุ้นยอดขายของจีเอ็ม
ให้เติบโตอีกทางหนึ่งด้วย

d-credit

12 เทคนิคขับรถสุดประหยัดช่วงน้ำมันถูก

  เชฟโรเลตได้แนะนำเทคนิค 12 ประการ ที่จะช่วยประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงที่น้ำมันปรับราคาลง
ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าแบบสุดๆ จะมีอะไรกันบ้าง

    1. ตรวจสอบแรงดันลมยางก่อนใช้รถ

     การเติมลมยางอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ให้มากขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์
พร้อมกับมีความปลอดภัยและใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น ถ้ายางทั้งสี่เส้นมีลมอ่อนเกินไปหนึ่งปอนด์ต่อตารางนิ้ว
จะทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ เพราะยางจะมีแรงเสียดทานขณะขับเคลื่อนมากขึ้นจึงต้อง
ใช้กำลังและเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นในการขับเคลื่อนตัวรถ

     แนะนำว่าผู้ขับขี่ควรซื้ออุปกรณ์วัดลมยางและตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
ยางรถยนต์ที่มีแรงดันเหมาะสมจะทำให้รถมีการเกาะถนนดี ส่งผลต่อการตอบสนองของพวงมาลัยและ
เพิ่มประสิทธิภาพการเบรก

     2. หลีกเลี่ยงการปรับแต่งขนาดล้อและยาง

     ล้อที่มีขนาดใหญ่เต็มซุ้มล้อและยางแก้มเตี้ยจะเพิ่มอัตราการบริโภคน้ำมันให้สูงขึ้น ล้อและยางที่มีขนาดใหญ่
จะเพิ่มแรงเสียดทานขณะขับเคลื่อน เพิ่มน้ำหนักใต้สปริง และส่งผลต่อหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ
ทำให้ใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นและส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่ ในกรณีร้ายแรงอาจเป็นอันตรายต่อการ
เบรกและการควบคุมรถ

      3. ไม่บรรทุกสิ่งของน้ำหนักมากที่ไม่จำเป็นไว้ในรถ

     การขับขี่ทางไกลจำเป็นต้องมีการบรรทุกสัมภาระแต่ควรระวังไม่บรรทุกมากเกินไป เนื่องจากน้ำหนักที่
เพิ่มขึ้นจะทำให้รถต้องใช้กำลัง และเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นในการขับเคลื่อน ดังนั้นควรทำให้รถมีน้ำหนักเบาอยู่เสมอ
การบรรทุกสัมภาระที่ไม่จำเป็นจะทำให้รถทำงานหนักเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันมากกว่าปกติ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 45 กก.
จะเพิ่มอัตราการบริโภคเชื้อเพลิง 2 เปอร์เซ็นต์ และมากกว่านี้ในรถขนาดเล็ก

     ราวหลังคา ที่มีการบรรทุกสัมภาระจะเพิ่มการบริโภคน้ำมันขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันประมาณหนึ่งลิตรจะถูก
เผาผลาญในการขับเคลื่อนตัวรถให้ผ่านแรงเสียดทานอากาศ ดังนั้นรถที่มีการบรรทุกสัมภาระไว้บนหลังคาจะทำ
ให้การประหยัดน้ำมันลดลง


d-credit

4. ดูแลรักษารถให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ

     ที่กรองอากาศและน้ำมันเครื่องที่สกปรก เซ็นเซอร์ออกซิเจน และหัวเทียนที่ทำงานผิดปกติ
รวมถึงชิ้นส่วนที่บกพร่องอื่นๆ จะทำให้การบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เครื่องยนต์ที่มีการดูแลรักษา
อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ การซ่อมแซมปัญหาทีมี
ความสำคัญอย่างเซ็นเซอร์ออกซิเจนจะช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้สูงขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์

     การเปลี่ยนไส้กรองที่อุดตันอย่างรุนแรงจะช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์
แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องที่บริษัทผู้ผลิตรถแนะนำ เพราะจะช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันขึ้นอีก
1 - 2 เปอร์เซ็นต์ ผู้ขับขี่ไม่ควรละเลยสัญญาณไฟเตือนให้เข้ารับบริการ

     5. ตรวจสอบฝาถังน้ำมันอยู่เสมอ

     ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่แน่นไม่เพียงแต่จะทำให้ "ไฟสัญญาณเตือนรูปเครื่องยนต์"
ปรากฏขึ้นเท่านั้น ข้อมูลจากดิสคัฟเวอรี่ แชนเนล ยังระบุว่าจะทำให้น้ำมันระเหยไปโดยเปล่า
ประโยชน์เกือบ 518 ล้านลิตรต่อปี ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่แน่นจะทำให้การประหยัด
น้ำมันลดลง 1 - 2 เปอร์เซ็นต์

     6. พิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงผสม

     การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลง รถที่ใช้เครื่องยนต์
เบนซินทุกรุ่นรองรับเชื้อเพลิง E20 และ E85 ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม




d-credit


3.เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
    เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์
สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด
เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

     4.เคลือบสีรถเป็นประจำ
     ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้
ช่วยชลอการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ 'คานูบ้า'
เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

     5.ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
     การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบ
สกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นสามารถใช้ได้กับทุกสีรถนะครับ ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดาๆไปสักหน่อย
แต่หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ก็จะช่วยยืดอายุของสีรถให้ยังคงสดใสได้อย่างยาวนานแน่นอนครับ

d-credit


เช็กด่วน! 7 อาการรถยนต์ส่อมีปัญหา!!

มาสังเกตอาการรถยนต์ของคุณกันดีกว่า ว่ามีสิ่งผิดปกติใดๆหรือไม่ ด้วยวิธีเช็คง่ายๆ 7 ประการ
ช่วยบ่งบอกอาการเสียเบื้องต้นไม่ให้ลุกลามเกินแก้ไข ไปดูกันว่าทำอย่างไรบ้าง?

1.สตาร์ตเครื่องนานกว่าปกติ

     เสียงสตาร์ตนั้นยังบอกอาการของรถท่านได้ เพราะปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้ง
ใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที ถ้านานกว่านั้นแสดงว่ารถเริ่มมีปัญหา หมายถึงแบตเตอร์รี่อาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ
ยิ่งถ้ารถคุณสตาร์ตช้า เตรียมเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ลูกใหม่ได้เลย

     2.ร่องรอยน้ำมัน

     บางครั้งเมื่อจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดเป็นทางนั้น หรือเป็นจุด อย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติแล้วน้ำมันจะ
ไม่หยดได้เอง นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ หมายถึงต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว ดังนั้น ถ้าพบข้อนี้รีบตรวจสอบด่วน

     3.เสียงที่ผิดปกติ

     อาจเป็นเรื่อง ยากในการสังเกตในระหว่างขับรถ แต่สามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ก่อนขับออกถนน
โดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงผิดแปลก โดยเฉพาะเสียงเหล็กกระทบกัน หรือทางศัพท์ช่าง
เรียกว่า "เสียงน็อก" (Knocking) หากได้ยินเสียงดังกล่าว และไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น ให้รีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที
แต่ทางที่ดีอันนี้อยากแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน อาจจะถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา

     4.ควันขาวออกท่อ

     รถที่ดีต้อง ไม่มีควันขาว เมื่อไรก็ตาม ที่รถมีอาการควันสีขาวออกท่อ พร้อมกลิ่นฉุน นั่นหมายถึงต้องมีสิ่ง
ที่ผิดปกติกับระบบเครื่องยนต์ หากชี้ชัดไปนั้นจะมีหลายอาการมาก แต่ถ้าเห็นแล้วรีบหาช่างจะดีกว่า


d-credit

 5.ขับรถแล้วดูนุ่มนวลผิดกว่าปกติ

     บางครั้งที่คุณขับรถนั้นเวลาขับสังเกตดีๆ ว่ารถเรานิ่มนวลผิดปกติไปหรือไม่จากที่เคยใช้มา
ถ้าใช่แสดงว่ามีความเป็นไปได้ใน 2 ทาง คือ ลมยางอ่อน บางครั้งอาจจะหมายถึงยางรั่ว หรือ
ระบบช่วงล่างบางชิ้นเสื่อมสภาพ โดยมากคือสปริงหรือโช้ก

     6.เสียงจี๊ดๆ ตอนเบรก

     เมื่อกดเบรก แล้ว ได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องเอยู่ในรถ อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง
หมายถึงผ้าเบรกกำลังหมดอายุการใช้งาน ถ้าได้ยินแล้วอย่ารอช้า รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อน
จะทำความเสียหายต่อชุดจานเบรก

     7.รถเร่งแล้วอืดกว่าเดิม

     ถ้าเมื่อไรเร่งแล้วรู้สึกว่าไม่พุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่มีความผิดปกติอย่างอื่น เช่น รอยน้ำมัน
นั่นหมายถึงอาจจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว แต่หากถ่ายมาแล้วและยังวิ่งอืดอยู่
ก็จะมีอีก 2 เรื่อง คือ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง กรองอากาศ อาการรถมีอัตราเร่งถอยนี้
มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

d-credit

ดูแลไฟเบรกอย่าให้ "ไส้ขาด!" : คอลัมน์ คาร์ทิปส์

รถคันไหนไฟเบรกขาด ถือว่ามีความอันตรายอย่างยิ่ง เพราะรถคันตามหลังอาจชนท้ายรถคุณได้ทุกเมื่อ
สาเหตุที่ทำให้ไฟเบรกไม่ติดอันดับหนึ่งคือ หลอดไฟไส้ขาด

อายุของหลอดไฟไม่สามารถระบุได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน พฤติกรรมของผู้ใช้รถส่วนใหญ่
เวลาติดไฟแดง บนสะพาน และอื่นๆ ชอบเหยียบเบรกค้างไว้ ผู้ที่อยู่รถคันหลังในตอนกลางวันความสว่างไม่เท่าไหร่
แต่ถ้าเป็นกลางคืน แสงจากไปเบรกจะเข้าตาอย่างชัดเจน จนบางครั้งทำให้หน้ามืดเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นรถจอดบนพื้นเรียบ ควรเข้าเกียร์ว่างและเอาเท้าออกจากคันเหยียบเบรก หลอดไฟก็จะใช้งานนานขึ้น
และผู้ขับรถตามหลังก็ไม่รำคาญด้วย

สำหรับการตรวจสอบไฟเบรก กรณีมีเพียงคนเดียว ให้หันท้ายรถเข้ากับกำแพง หรือ วัสดุที่สามารถเห็น
สะท้อนได้ชัดเจน เหยียบเบรกแล้วมองดูว่าติดครบทุกดวงหรือไม่ ถ้าหลอดไฟหลอดหนึ่งขาดให้ถอดเปลี่ยน
กรณีมี 2 คน เหยียบเบรก 1 คน อีก 1 คน อยู่ท้ายรถ เพื่อดูสถานะของไฟเบรก

ในการถอดเปลี่ยน ในแต่ละรุ่น แต่ละแบบ แตกต่างกันไป และต้องใช้ขนาดของหลอดที่เท่ากัน

ในบางครั้ง หลอดไฟเบรกติดครบหมดทุกดวง แต่พอเปิดไฟหรี่หรือไฟหน้า แล้วเหยียบเบรก
ไฟเบรกบางดวงเกิดดับไป แสดงว่ามีการขัดข้องเกิดขึ้น ส่วนนี้คงต้องให้ผู้ชำนาญงานตรวจสอบอีกครั้ง

ถ้าต้องการเปลี่ยนหลอดไฟเบรกด้วยตนเอง โดยซื้อหามาใส่เอง ควรเลือกชนิดหลอดไฟที่มีขนาดและ
ค่ากำหนดเท่ากัน มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่น เช่น ในรถยนต์ที่มีระบบเอบีเอส ถ้าใช้หลอดไฟไม่เหมือนกัน
จะทำให้ไฟโชว์เอบีเอสค้างได้

ฝากเตือนผู้ขับขี่ก่อนออกเดินทาง ให้สังเกตไฟเบรกสักนิด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของท่านและเพื่อนร่วมทาง

d-credit

รู้เปล่า...ควรล้างแอร์รถเมื่อไหร่?

มีคำถามที่หลายคนยังได้รับข้อมูลมาต่างกันว่า เมื่อไหร่ควรล้างแอร์รถยนต์ของคุณคำตอบ
ที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานรถยนต์ของแต่ละคน เช่น เส้นทางการใช้งาน มีสภาพถนนอย่างไร
ฝุ่นมากหรือไม่ ลุยน้ำหรือเปล่า แต่ตามปกติประมาณ 1 ปีขึ้นไป หรือ 20,000 กิโลขึ้นไป

ส่วนจะรู้ได้ไงว่าตู้แอร์ได้เวลาล้างแล้ว ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ

สำหรับวิธีทำความสะอาดตู้แอร์ มี 4 วิธี

1.ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ ต้องรื้อตู้แอร์ แล้วเอาคอยล์เย็นมาล้างข้างนอก น้ำยาทำความสะอาด
แตกต่างกันไปแล้วแต่ช่างจะใช้อะไรเพื่อประหยัดต้นทุน ราคาถูกก็ผงซักฟอก โซดาไฟ
พวกนี้จะล้างออกยาก ดังนั้น เวลาประกอบกลับ เปิดแอร์จะรู้สึกว่ามีกลิ่นผงซักฟอก
แสดงว่าล้างออกไม่หมด อาจกัดกร่อนคอยล์เย็นได้ และเมื่อสูดดมเข้าไป ไม่ส่งผลดีต่อระบบหายใจ
ถ้าคนแพ้ ก็อาจแสบตา แสบจมูก

การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาล์วความดัน
ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์